CSR –DIW โฉมใหม่กับ ISO 26000 : “รวมพลังอุตสาหกรรมไทย บนเส้นทางความรับผิดชอบต่อสังคม”
CSR –DIW โฉมใหม่กับ ISO 26000 : “รวมพลังอุตสาหกรรมไทย บนเส้นทางความรับผิดชอบต่อสังคม”

ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (Corporate Social Responsibility: CSR) ได้รับความสำคัญจากภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมต้องใช้ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการทำ CSR ขององค์กรในภาคอุตสาหกรรม จึงมีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ
รูปแบบการทำ CSR จะมุ่งเน้นการจัดการภายในองค์กร หรือ CSR in-process ที่ครอบคลุมกระบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กร (Production and Operation) รวมถึงการบริหารจัดการวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Cradle-to-Grave) ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิต การดูแลพนักงานและความปลอดภัยในที่ทำงาน การป้องกันและจัดการมลพิษในกระบวนการผลิต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชน การประหยัดพลังงานและการไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง การควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานข้อกำหนดในฉลากผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการขยะ จนถึงกระบวนการขนส่งสินค้า

ภาพที่ 1 ตัวอย่างผลกระทบจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่
ภาพตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากภาคอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศทางดิน และทางน้ำ การปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)สู่ชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบทางตรงต่อสังคมและภาวะโลกร้อน การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่หรือกระบวนการผลิตส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของพื้นดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ และการบริหารจัดการของเสียอย่างไม่มีประสิทธิภาพทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการและกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมรวมถึงวัตถุอันตราย การผลิต สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อตกลง และกฎระเบียบระหว่างประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผลประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในการทำ CSR จึงได้จัดให้มีโครงการส่งเสริมการมีความรับผิดชอบต่อสังคมของโรงงานอุตสาหกรรม (Corporate Social Responsibility - Department of Industrial Works: CSR-DIW) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2551 เพื่อเป็นเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมในด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยมุ่งเน้นการสร้างรูปแบบความร่วมมือ ที่ใช้ศักยภาพความสามารถของแต่ละองค์กรมาร่วมกันดำเนินกิจกรรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552-2553 มีโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจเข้าร่วมโครงการและได้รับการทวนสอบจนได้รับเกียรติบัตร CSR-DIW และได้รับเชิญและสมัครเข้าเป็นสมาชิกมากกว่า 250 แห่งนอกจากนี้ยังได้เชิญผู้แทนของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และผู้แทนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมการบริหารเครือข่ายเห็นชอบให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์เพื่อกำกับดูแลด้านความรับผิดชอบต่อสังคม
ดังเป็นที่ทราบกันแล้วว่ามาตรฐาน ISO (The International Organization for Standardization) เกิดจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานที่มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมและมีสมาชิก 163 ประเทศทั่วโลกได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 26000 เมื่อวันที่ 1พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นมาตรฐานความสมัครใจให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งประกอบไปด้วย7 หลักการ (7 SR Principles) ดังภาพที่ 2 ต่อมาไม่ช้า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินการพัฒนา “มาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อสังคม พ.ศ. 2554 (CSR-DIW)” ภายใต้กรอบของISO 26000และได้มีการจัดสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 3 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากคุณธีระ หงส์รพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ เป็นประธานในการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นผู้แทนจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) หน่วยงานราชการ 1 ท่านและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ CSR รวมมากกว่า 20 ท่าน

ภาพที่ 2 หลักการของ ISO 26000
ทางด้านเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม

ภาพที่ 3 องค์ประกอบของมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม CSR-DIW
จากภาพในอดีตบททบาทหน้าที่ของรัฐถูกกำหนดอยู่ในกรอบของนโยบายและกฏหมาย โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับดูแลสถานประกอบการอุตสากรรม ซึ่งการที่ผู้ประกอบการใช้ทรัพยากรมากจึงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และจากการที่ชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการดำเนินงานภายในสถานประกอบการอุตสาหกรรมและขาดช่องทางการสื่อสารกับผู้ประกอบการ จึงทำให้เกิดมุมมองในด้านลบต่อสถานประกอบการและภาครัฐในปัจจุบัน จะเห็นได้ดังภาพที่ 3 ว่าหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมได้ขยายบทบาทหน้าที่ของภาครัฐและผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการดำเนินงานต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ศักยภาพในการช่วยเหลือผู้อื่นของตน จึงช่วยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสามารถดำเนินกิจการร่วมกับชุมชนและได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืน (License to operate)
ดังนั้น มาตรฐานCSR-DIW ปี พ.ศ. 2554 จึงนำหลักการ 236 ข้อจากทั้งหมด 288 ข้อของมาตรฐาน ISO 26000 มาประยุกต์โดยให้ความสำคัญต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควบคู่ไปกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพการเจริญเติบโตทางธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจทั้งภายในประเทศและในระดับสากล ประกอบด้วย 7 ประเด็นหลักดังนี้

ภาพที่ 4 ตารางหัวข้อหลักในการนำมาประเมินมาตรฐาน CSR-DIW
หัวข้อหลักในการนำมาประเมินมาตรฐาน CSR-DIW ตามกรอบของมาตรฐาน ISO 26000 นี้ครอบคลุมผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคมขององค์กร ซึ่งผู้ประกอบการอุตสาหกรรม จะต้องดำเนินการให้ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ไม่จำเป็นต้องดำเนินการทุกประเด็นของหัวข้อหลัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการดำเนินการที่จะตอบสนองต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมครบถ้วนทุกหัวข้อหลักและทุกประเด็นแต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง(SMEs)สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางการปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำรายงานได้ที่เว็บไซต์ (http://csrdiwnetwork.com/csr2011/files/project/2554_en.pdf)
นอกจากนี้ เครือข่าย CSR-DIW ยังจัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ การศึกษาดูงานเพื่อเปลี่ยนความรู้ในการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างสมาชิกเครือข่ายมากกว่า 250 แห่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมเครือข่ายCSR-DIWสามารถแจ้งความประสงค์ของท่านไปที่สำนักงานเลขานุการเครือข่ายและสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆได้ที่ www.csrdiwnetwork.com
สำนักงานเลขานุการเครือข่าย
1025 ชั้น 2, 11, และ 18 อาคารยาคูลท์ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน
เขตพญาไท กทม 10400 โทร:0-2617-1727 ต่อ 811-815
E-mail: wipawinee@masci.or.th
