ความโปร่งใสในระดับ CSR กับการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน
ความโปร่งใสในระดับ CSRกับการจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน
“การยกระดับให้เกิดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมอย่างแท้จริงจะต้องเกิดจากจิตสำนึกที่ดีขององค์กรที่มีต่อสังคมก่อน”
ปัจจุบันความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ หรือ Corporate Social Responsibility (CSR)เป็นที่รู้จักและปฏิบัติอย่างแพร่หลายในหลายรูปแบบแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมและนโยบายบริษัท แนวทางการดำเนินกิจกรรม CSR ไม่มีรูปแบบตายตัวหรือข้อจำกัด หากแต่มุ่งเน้นการคืนกำไรสู่สังคม การดำเนินกิจการอย่างมีจรรยาบรรณและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในอดีตการทำ CSR เป็นการสมัครใจหรือให้องค์กรธุรกิจหันมาแสดงบทบาทของตนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ปัจจุบัน CSR ยังคงเสมือนความสมัครใจอยู่เพราะมิใช่ข้อบังคับทางกฏหมาย แต่ได้รับความสำคัญมากขึ้นในสังคม และจากการที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญต่อสินค้าและการบริการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเปรียบเสมือนภาพพจน์ขององค์กร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดกระแสการทำ CSR ในภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ดร.ไชยยศ บุญญากิจ รองผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงสิ่งที่องค์กรต้องคำนึงถึงในการทำ CSR คือ
- บรรษัทภิบาลในองค์กร คือ การมีค่านิยม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท
- สิ่งแวดล้อมคือ การลดการเกิดมลพิษและไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองตลอดวัฐจักร ประเด็นนี้จะเน้นการมีความรับผิดชอบต่อสังคมภายในองค์กร หรือ CSR In-process ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามรูปแบบของกิจการ
- ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบ พนักงาน ผู้ถือหุ้น ผู้ค้า ลูกค้า ชุมชน และสังคม
- สังคมคือ การส่งเสริมพัฒนาประเทศและชุมชนในท้องถิ่นในพื้นที่ปฏิบัติการ
ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจมีประโยชน์หลายประการ อาทิ การเสริมสร้างความสุขและความสัมพันธ์ของพนักงานในองค์กร การพัฒนากระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และการสื่อสารกับสังคมด้วยประโยชน์ต่างๆที่องค์กรได้ทำในแง่ของความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น การทำCSR เชิงธุรกิจจึงเปลี่ยนจากรายจ่ายมาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืน อันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรด้านการมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การสื่อสารความรับผิดชอบขององค์กรให้สังคมรับทราบนั้น ในอีกมุมหนึ่งกลับถูกกล่าวขานว่าเป็นเครื่องมือเพื่อการโฆษณาและมุ่งหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ และส่งผลให้เกิดประเด็นโต้แย้งถึงวัตถุประสงค์และความโปร่งใสในการทำ CSR ขององค์กรธุรกิจ
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้จำกัดนิยามความโปร่งใสไว้ว่า หมายถึงการสร้างความเปิดเผย เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ มีการสื่อสาร การแสดงความรับผิดชอบ พร้อมรับการตรวจสอบ รวมทั้งมีกระบวนการในการติดตาม และประเมินผลที่ได้รับ การยอมรับว่าเที่ยงตรง และเชื่อถือได้
“ความโปร่งใสในระดับ CSR”คือการแจ้งข้อมูลกระบวนการทำ CSR ขององค์กรออกมาในรูปแบบรายงาน ซึ่งปัจจุบันบริษัทต่างจัดทำรายงานด้าน CSR รวมถึงสื่อสารผ่านสื่อมวลชนในรูปแบบของตน จึงยังมีข้อโต้แย้งว่าทำจริงหรือไม่และมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นมาตรฐานการจัดทำรายงานจึงเป็นหัวใจหลักของความโปร่งใสในการทำ CSR ขององค์กร
การสื่อสารเรื่องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น หลายองค์กรให้ความสำคัญและจัดทำ Sustainable Development Report(SD report) คือ “รายงานผลการพัฒนาอย่างยั่งยืน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รายงานความยั่งยืนทางสังคม” ที่นำเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มความตระหนักและสร้างความเข้าใจในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมต่อบริษัท องค์กร หน่วยงาน และสถาบันทั่วโลกอื่นๆรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร สำหรับมาตรฐานรายงานที่เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก และได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายประกอบไปด้วย
- Global Report Initiativesหรือ GRI เริ่มใช้นับแต่ปี 2545 เป็นต้นมา โดยมีสาระสำคัญคือ
- การบริหารจัดการ หรือ ธรรมมาภิบาล (Organizational Governance)
- ผลการดำเนินงานเชิงเศรษฐกิจ (Economic)
- ผลการดำเนินงานทางสิ่งแวดล้อม (Environmental)
-
ผลการดำเนินงานทางสังคม (Social) ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อย่อยคือ
- การปฏิบัติด้านแรงงานและความปลอดภัยในที่ทำงาน (Labor Practices and Decent Work Performance)
- สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
- ประเด็นด้านสังคม (Society)
- ประเด็นด้านมาตรฐานสินค้า (Product Responsibility)
รายงาน GRI เป็นรูปแบบรายงานที่ใช้หลักมาตรฐานสากลในการจัดทำและได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำของโลก อาทิ Microsoft, GE, Coca Cola, Nokia เป็นต้น โดยกว่า 80% ของ Top 15 Global Brands ต่างเลือกใช้หลักการของ GRI Guideline ในการจัดทำรายงาน เนื่องจากองค์กรเหล่านี้เชื่อว่าการทำตาม check list ของ GRI จะเป็นการตรวจสอบองค์กรว่ายังมีความเสี่ยงตรงไหนหรือมีเรื่องใดบ้างที่ยังไม่ได้ทำ และอาจส่งผลกระทบเชิงลบในอนาคตได้ แต่หากพบข้อบกพร่องจะได้นำมาแก้ไขปรับปรุง หรือถ้าพบว่าจุดไหนที่ดีอยู่แล้วก็สามารถนำไปสร้างเป็นจุดขายหรือนำไปใช้ในการสร้างกลยุทธ์ในการทำการตลาดได้อีกด้วย และในแง่มุมของนักลงทุน เมื่อมีการเปิดเผยเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน GRI จะช่วยดึงดูดความสนใจนักลงทุนกลุ่มที่ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ให้เข้ามาลงทุนในตลาดมากยิ่งขึ้น
- ISO 26000องค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน(International Organization for Standardization : ISO) ได้กำหนดมาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรฐานใหม่นี้แตกต่างจากมาตรฐานเดิม ISO 9000 (มาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพ) และ ISO 14000 (มาตรฐานสากลว่าด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อม) ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและได้รับการตรวจสอบซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขอมาตรฐานด้วย แต่ IS0 26000 นี้เป็นเพียงข้อแนะนำ หลักการ และวิธีการของความรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรพึงปฏิบัติด้วยความสมัครใจ ทุกองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้โดยสมัครใจ และไม่ใช่มาตรฐานเพื่อการรับรอง ประกอบด้วย 7หัวข้อหลัก (7 Core subjects)ได้แก่
- ธรรมาภิบาล (Organizational Governance)
- สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
- การปฏิบัติด้านแรงงาน (Labour Practices)
- สิ่งแวดล้อม (Environment)
- การปฏิบัติที่เป็นธรรม (Fair Operating Practices)
- ประเด็นด้านผู้บริโภค (Consumer Issues)
- การพัฒนาและการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Involvement and Development)
การจัดทำรายงานอย่างมีมาตรฐาน นอกจากจะแสดงความโปร่งใสในการทำ CSR แล้ว ยังส่งเสริมศักยภาพขององค์กรในเชิงการค้าระหว่างประเทศ ดังจะเห็นว่าประเทศสมาชิก ISO และ GRI อาทิ สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่เป็นตลาดการค้าที่สำคัญของประเทศไทยให้ความสำคัญต่อประเด็น CSR เป็นอย่างมาก ตลอดจนมีการดำเนินความร่วมมือกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อให้มีการสนับสนุนประเด็น CSR ในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งบริษัทต่างชาติและผู้นำเข้าสินค้าจะนำประเด็น CSR มาร่วมพิจารณาความเหมาะสมของคู่ค้า ฉะนั้นการจัดทำรายงาน CSR อย่างโปร่งใสและมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้จึงกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในระบบการค้าระหว่างประเทศไปแล้ว
ถึงแม้ว่าความโปร่งใสของการทำ CSR ขององค์กรจะถูกสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบของมาตรฐานรายงาน และกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ต่างๆแล้ว อย่างไรก็ตาม การยกระดับให้เกิดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมอย่างแท้จริงจะต้องเกิดจากจิตสำนึกที่ดีขององค์กรที่มีต่อสังคม และการคำถึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม และโปร่งใสอันเป็นรากฐานสำคัญนั่นเอง
