คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และคาร์บอนออฟเซ็ต (Carbon Offset)
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร?
เนื่องจากสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก อันเกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ถ่านหิน ที่มาจากการใช้พลังงานของบ้านเรือน อุตสาหกรรม และการขนส่ง ดังนั้นจึงทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน ที่เกิดจากมูลสัตว์และซากของพืช เป็นต้น นานาประเทศจึงต้องการจัดให้มีการทดแทนการปล่อยก๊าซเรื่อนกระจก ซึ่งก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เราเรียกการทดแทนนี้ว่า คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และเรียกแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ว่า อ่างกักเก็บคาร์บอน หรือคาร์บอนซิงค์ (Carbon Sink) คาร์บอนซิงค์นั้นก็คือ ป่าไม้ธรรมชาตินั่นเอง โดยป่าสมบูรณ์ที่มีพื้นที่ 1 เอเคอร์นั้นสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 2 ตัน
เราสามารถคำนวนหาคาร์บอนเครดิตได้โดยหาอัตราการใช้พลังงงานทดแทนต่างๆ เช่นการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้า แทนการใช้น้ำมันหรือถ่านหิน โดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนน้ำมัน 1 หน่วย (กิโลวัตต์/ชั่วโมง) สามารถคำนวณเป็นเครดิตได้ประมาณ 0.6 กิโลกรัม ทั้งนี้ ดังที่ได้กล่าวมาขั้นต้นว่า เราสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่นในขณะนี้ สามารถใช้นาโนเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีระดับโมเลกุล มาพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ให้สามารถดูดซับแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น เป็นต้น
ปัจจุบันมีกองทุนคาร์บอนเครดิตระดับโลกและระดับประเทศมากมาย เช่น กองทุนของธนาคารโลก (World Bank) ที่สนับสนุนเงินทุนให้ผู้ที่มีคาร์บอนเครดิต ส่วนเหล่าประเทศที่ต้องการคาร์บอนเครดิตมาก คือ ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมรกา และญี่ปุ่น ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุด และมักไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา (ยกเว้นประเทศจีน) ด้านประเทศไทยนั้น ยังไม่มีความจำเป็นต้องหาคาร์บอนเครดิตมาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เราสามารถตั้งเป้าการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนแล้ว ยังสามารถช่วยให้หาเงินทุนได้จากกองทุนคาร์บอนเครดิต โดยการเข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอีกด้วย
การทำคาร์บอนออฟเซ็ต (Carbon Offset)
การทำ carbon offset นั้น คือการที่องค์กรต่างๆ เช่น ห้างร้าน บริษัท มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในชั้นบรรยากาศ และต้องการทดแทนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้ โดยคำนวณออกมาว่ากิจกรรมต่างๆ ของบริษัทนั้นทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราเท่าไร และทดแทนด้วยการบริจาคเงินเข้าโครงการต่างๆ ที่มีการรณรงค์และทำกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งอื่น เช่น โครงการใช้พลังงานธรรมชาติทดแทน โครงการปลูกป่า เป็นต้น ซึ่งเราเรียกผู้ที่รับบริจาคว่า Carbon Offset Provider และองค์กรเจ้าของโครงการ (carbon offset provider) นี้จะมีวิธีคำนวณแปรอัตราการปล่อยคาร์บอนฯของบริษัทออกมาเป็นจำนวนเงินที่ควรบริจาค
อย่างไรก็ตามในการทำ carbon offset ผู้บริจาคควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ offset provider ตลอดถึงการคำนวณคาร์บอนเครดิตที่ถูกต้อง นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังออกมาให้ความเห็นว่า ผู้บริจาคเองควรใช้มาตรการลดการปล่อยคาร์บอนฯมากกว่าที่จะมาทดแทนด้วยการจ่ายเป็นเงิน เพื่อกลบปัญหา จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด
ข้อมูล
http://www.xchange.teenee.com/index.php?showtopic=55939
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=franc&date=27-03-2007&group=7&gblog=9
