Skip to main content

Eco-efficiency จุดเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมไทย

โดย: 
Webmaster

Eco-efficiency จุดเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมไทย

ประเด็นของผู้บริโภคเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจ และปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยยกระดับของประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจไปสู่การสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืนนั่นเอง

ปัจจุบันทุกคนต่างพากันพูดถึงเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) เนื่องจากปัญหาของวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอันเกิดจาก 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ การทำ ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ในภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้วัตถุดิบ 100 หน่วยในการผลิตสินค้าเพียงหนึ่งชิ้น แต่ต้องสูญเสียทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าชิ้นนั้นมากกว่า 90% สินค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปของพลังงานและอื่นๆ และปัญหาอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การบริโภคที่เกินความจำเป็น ทั้งในเรื่องความฟุ่มเฟือยและไม่สนใจว่าของที่บริโภคนั้นมาจากไหน การผลิตเป็นอย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าการพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพดีขึ้นจากเดิมล้วนต้องประสบกับปัญหามากมายหลายด้าน และหากมองให้ลึกลงไปในรายละเอียดแล้วจะพบว่าการพัฒนาสิ่งหนึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายอีกหลายๆสิ่งไปพร้อมๆกัน เช่นเดียวกับการพยายามพัฒนาซึ่งแท้ที่จริงแล้วกลับทำให้ความสมดุลของระบบนิเวศสูญเสียไป

ถึงแม้เราจะพยายามสร้างมาตรการกำกับดูแลควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์ แต่ก็ไม่สามารถจะลดปัญหาสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ในทางตรงข้าม ปัญหาต่างๆกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มหันมาเอาจริงเอาจังกับการสร้างกรอบแนวทางและมาตรฐานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ภาพที่ 1 การสร้างความสมดุลระหว่างภาคธุรกิจและสิ่งแวดล้อมตามหลัก Eco-efficiency

ประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เพราะยิ่งเกิดการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นเท่าไร ปัญหาด้านมลพิษก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศวิทยา และจากปัญหาเหล่านี้เองจึงทำให้เกิดแนวคิดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศไปพร้อมๆกัน อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างความมั่นคงทางระบบนิเวศซึ่งเรียกว่าหลักการเชิงทฤษฎี “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ” หรือ “Eco-efficiency

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเป็นหลักการที่ถูกนำมาใช้เมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลกหรือ WORLD BUSINESS COUNCIL FOR SUSTAINABLE DEVELOPMENT (WBCSD)ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศกว่า 130 บริษัทจาก 30 ประเทศทั่วโลกที่มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัจจุบันคำนี้ได้รับการยอมรับและมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับจัดการให้ภาคธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยให้บริษัท และรัฐบาล หรือแม้กระทั่งองค์กรต่างๆมีแนวทางและทิศทางในการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะว่าทุกองค์กรต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลักๆที่สำคัญซึ่งได้แก่ การสร้างความสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ปกป้องรักษาระบบนิเวศไปพร้อมๆกันซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก โดยยึดหลักการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดและลดการปล่อยมลพิษให้เหลือน้อยที่สุดนั่นเอง สำหรับหลักการสำคัญของการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้ 

1.   การลดการใช้ทรัพยากรคือ การพยายามลดการใช้ (Reduce) วัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางของการผลิตไปจนถึงปลายทาง ลดการใช้พลังงานต่างๆ ลดการใช้น้ำและที่ดิน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ของผลิตภัณฑ์ 


ภาพที่ 2 หลัก 3R (Reduce-Reuse-Recycle)

2.   การลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมคือพยายามลดการปล่อยของเสียให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อนำไปสู่การลดขยะให้กลายเป็นศูนย์ (Zero Waste)ซึ่งได้แก่ น้ำเสีย อากาศเสีย ขยะและสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม 

3.   การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และการบริการถือเป็นความพยายามที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ สินค้าและการบริการสูงสุด โดยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด

หลักการดังกล่าวนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มผลผลิตด้วยการลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยมลพิษ ซี่งส่งผลให้บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ดังนั้นนิเวศเศรษฐกิจนอกจากเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางที่ทำให้นโยบายของภาครัฐที่ต้องการมุ่งไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมีความเป็นไปได้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายในระยะยาวโดยรวมของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรูปแบบที่ตรวจวัดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

การนำประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจมาใช้นั้นจะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต โดยใช้หลักการลดการใช้ทรัพยากร ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เหมือนเดิม

การนำประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่ อาจมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันอันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆต่อไปยกตัวอย่างเช่นนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่มากกว่า 50 โรงที่สามารถร่วมแบ่งปันข้อมูลกันได้ และทุกโรงงานก็จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งแนวความคิดนี้คือการทำอย่างไรให้ใช้วัตถุดิบในการผลิตลดลง และเก็บไว้ให้ลูกหลานในอนาคตได้ อย่างเช่นโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมที่มีการทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ (Community Engagement) อย่างต่อเนื่อง การไม่ทาสีตึกหรือตัวอาคารแต่จะใช้การปลูกต้นไม้เป็นสีเขียวทดแทน หรือหากโรงงานที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกันต้องการจะซื้อวัตถุดิบในการผลิตประเภทเดียวกัน ก็สามารถจะใช้รถบรรทุกไปขนพร้อมกันได้ แทนที่จะต้องขนของหลายเที่ยว ซึ่งช่วยให้สามารถประหยัดค่าขนส่งได้จำนวนมาก แนวความคิดนี้ทุกคนสามารถทำร่วมกันได้หมด และไม่จำกัดเฉพาะโรงงานใหญ่เท่านั้น

นอกจากนี้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจยังสามารถช่วยในการกำหนดบทบาทของภาคธุรกิจหรือองค์กรในเชิงนโยบายและกลยุทธ์ซึ่งสามารถนำไปสู่การแข่งขันในเชิงธุรกิจอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินงานประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของภาคธุรกิจหรือองค์กรนั้น สามารถช่วยในการประเมินให้เห็นถึงสภาพขององค์กรหรือภาคธุรกิจในช่วงระยะเวลาต่างๆที่ผ่านมา เพื่อนำไปใช้ในการเปรียบเทียบ (Benchmark) ประสิทธิภาพและคุณภาพด้านการจัดการทรัพยากรกับองค์กรหรือภาคธุรกิจอื่นๆที่มีรูปแบบของธุรกิจใกล้เคียงกัน ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในองค์กรหรือภาคธุรกิจ และช่วยในการกำหนดบทบาทเชิงนโยบายและกลยุทธ์ขององค์กรหรือภาคธุรกิจเพื่อเป็นกรอบแนวทางสำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคตต่อไปอีกด้วย

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นมี 2 ส่วน คือการปรับปรุงในส่วนของกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจเอง และที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมาให้ความสนใจและตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค (Ecological Intelligence) มากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทยเองยังมีการขับเคลื่อนในประเด็นของผู้บริโภคค่อนข้างน้อย แต่จริงๆแล้วประเด็นของผู้บริโภคนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างจุดเปลี่ยนในภาคธุรกิจในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น หากผู้บริโภคคิดจะซื้อสินค้าหรือบริการชนิดใดก็ตาม ผู้บริโภคควรจะต้องรู้ว่ากระบวนการผลิตสินค้านั้นได้ปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศเท่าไหร่ ใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตรายและมีการใช้แรงงานเด็กหรือไม่ จะเห็นได้ว่าหากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญต่อผลกระทบต่างๆก่อนการบริโภคสินค้าและบริการอย่างจริงจังมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจของประเทศไทยหันมาทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง เพื่อนำพาองค์กรธุรกิจของตนไปสู่แนวทางประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นประเด็นของผู้บริโภคจึงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจ และปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยยกระดับของประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจไปสู่การสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืนนั่นเอง