การกระจายสินทรัพย์
สำหรับการกระจายของสินทรัพย์ การลงทุนในหุ้นเป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุน SRI รองลงมาคือการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้ หรือประเภทพันธบัตร จากการสำรวจโดย Eurosif พบว่าในยุโรป สินทรัพย์ SRI เกือบครึ่งหรือประมาณ 46 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ SRI นั้นอยู่ในรูปของการลงทุนในหุ้น ส่วนตราสารหนี้หรือพันธบัตรคิดเป็นประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ทั้งหมด หลังจากที่นักลงทุนเปิดกว้างมากขึ้นต่อการลงทุนทางเลือกอื่นๆ (Alternative investment) ก็ทำให้การลงทุนในรูปของธุรกิจร่วมทุน (Venture capital)ได้รับการยอมรับมากขึ้น และมีมูลค่าการลงทุนรวมสูงขึ้นหรือคิดเป็น 13 เปอร์เซนต์ของสินทรัพย์ทั้งหมดซึ่งเท่ากับการลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตร
ในประเทศสหรัฐอเมริกา การลงทุนทางเลือกที่ใช้หลักเกณฑ์ SRI เป็นมาตรฐานการลงทุนนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5.3 พันล้านดอลล่าร์ ซึงมักอยู่ในรูปของการร่วมทุนกับธุรกิจเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม และในรูปของกองทุนเพื่อการลงทุนภาคเอกชน (Private equity fund) เฉพาะที่ใช้เกณฑ์ ESG หรือ Double และ Triple line ในการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในชุมชน (Community Investing)ซึ่งนักลงทุนจะลงทุนโดยตรงกับชุมชนหรือสถาบันการเงินของชุมชนไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาชุมชน (Community Development Bank) หรือเครดิตยูเนี่ยนของชุมชน (Community Credit Union) เพื่อนำเงินไปบริหารหรือปล่อยกู้แก่ชุมชน
อย่างไรก็ตามนักลงทุนส่วนมากยังคงยึดติดและนิยมการลงทุนกับบริษัทจดทะเบียนหรือสถาบันการเงินการลงทุนขนาดใหญ่ ทำให้กระแสการลงทุนทางเลือกในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือการลงทุนในชุมชนมีมูลค่ารวมที่ค่อนข้างต่ำกว่ามาก ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจนจากฝั่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังไม่พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของตน และยังขาดความรู้ความชำนาญในการทำรายงานความยั่งยืน หรือ Sustainability Report ดังนั้นจึงควรมีส่งเสริมให้มีการค้นคว้าวิจัยและเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดย่อมให้สามารถเข้าถึงกระแสการลงทุน SRI ได้มากขึ้น
